บทที่ 12 สามีไร้ใจ (05)
“ฝน…อย่าทิ้งธีไป ฝน” เขาผวาตัวลุกขึ้นแล้วตะโกนเสียงเข้ม ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกรุ่นโกรธในเรื่องใดจึงจากไปเสียดื้อๆ และชั่วอึดใจนั้นเสียงบางอย่างก็ปลิวแว่ว เรียกอาการสั่นสะท้านแก่ทุกคนในบ้าน รวมไปถึงธีมะ
คันชักทำด้วยไม้พันด้วยเงินถูกเสียดสีกับเส้นไวโอลินสีขาวจนเกิดเสียง ตัวโน้ตแต่ละตัวบ่งบอกได้ถึงความเศร้า และหนึ่งเดียวในบ้านไม้ขนาดสองชั้นที่เล่นเจ้าไวโอลินนี่ได้ คือฝนทิพย์ แรงเสียดสีแผ่วเบาเท่าไหร่ยิ่งสื่อได้ถึงความเศร้ามากเท่านั้น
เสียงใสของไวโอลินวันนี้หม่นชัด ราวต้องการสื่อถึงหยาดหยดน้ำตา หล่อนเสียใจที่ตนเองทำให้คนรักยังยึดติด ด้านธีมะก็สะท้านสั่นไหว รับรู้ได้รางๆ ถึงการปฏิเสธคำว่ารัก
“ทำไมกันฝน ไม่รักธีแล้วอย่างนั้นหรือ” คำถามนี้มีผลต่อการเต้นของหัวใจ หากคำตอบคือใช่ คงเจ็บร้าว แต่สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงเสียงไวโอลินเท่านั้น
“ธีไม่มีวันเลิกรักฝนได้หรอกนะ” เขาบอกออกไปขณะมีใบหน้าของใครอีกคนลอยเข้ามา
สงสาร คงเป็นความสงสารต่อนาฏนิชา เขาจึงรู้สึกสับสนประเดประดัง ยิ่งแน่ใจในความรู้สึกของอีกฝ่าย ชายหนุ่มยิ่งเกิดอาการร้อนรนกระวนกระวาย แต่พยายามปกปิดซ่อนเร้น พลันย้ำบอกกับตนเองเสมอว่า เขาต้องยึดมั่นในรักต่อคนรักซึ่งตายจาก
เสียงไวโอลินบรรเลงตัวโน้ตเป็นจังหวะแผ่วเบาซาบซ่านยังดังอยู่ ขณะคนร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า เขาหลับไปด้วยหัวใจเป็นกังวลแต่เปี่ยมสุข เพราะวันนี้จะได้หลับไปพร้อมคนรักอีกหน
ส่วนใครอีกคน หัวใจท่วมท้นด้วยหยดน้ำตา ราวเม็ดฝนหล่นลงจากท้องนภา ซึ่งมืดครึ้มแต่มีแสงสว่างจากสายฟ้าแลบแปลบปลาบ แถมยังมีเสียงร้องดังราวฟ้าคะนอง เรือนร่างระหงสั่นระริกเพราะเจ็บร้าวทรวงละมุน
“ฮึก….ฮึก”
เสียงสะอึกสะอื้นดังไม่ขาดสาย ไม่ว่าร่างสูงโตจะพ้นระยะสายตาไปนานโข แต่แข้งขาไร้เรี่ยวแรง ไม่มีปัญญาก้าวขยับให้พ้นจากหน้าประตูห้อง
“ทำไมหัวใจจึงเจ็บเจียนตาย” นาฏนิชาเฝ้าถามตนเอง ทั้งที่เตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ อย่างไรชายหนุ่มต้องปฏิเสธความรักของตนเอง ทว่าพอเอาเข้าจริงกลับทนไม่ไหว ราวป่วยเป็นโรคร้ายแรงขั้นสุดท้าย เกินกว่าจะเยียวยา มันทรมานทุกลมหายใจเข้าออก
จนความอ่อนล้าเริ่มถาโถม ร่างน้อยจึงจำใจต้องฝืนพยุงตนเองขึ้นแล้วมุ่งหน้าไปสู่เตียงกว้าง ไม่นานใบหน้าสวยก็ซุกกับหมอนสีขาวนุ่มนิ่ม ปล่อยให้เจ้าหมอนซับน้ำตาให้ตนเอง รอยร้าวในใจก็ปริออกเป็นทางแยก ดูท่างานนี้คงไม่มีอะไรมาต่อติดประสานให้หลอมรวมได้อีกแล้ว
ไม่ได้รู้สึกเสียใจใดๆ ที่วันนี้เอื้อนเอ่ยคำว่า รัก ออกไป ก่อนใบหน้าจะยิ้มหยัน กระนั้นความเศร้าก็ยังปรากฏในแววตา รู้สึกสมเพชตนเองน่าดู ก็รู้ว่าฝ่ายชายไม่มีวันรัก แต่หล่อนก็ดันทุรังก้าวข้ามผ่านกฎเหล็กนั้นมา จนสุดท้ายมีจุดจบไม่สวยเอาเสียเลย
“คุณธี นิชา…รักคุณ” เสียงแผ่วๆ พึมพำออกมา ขณะเปลือกตาบางค่อยๆ ปิดลง ในดวงหน้าคราบน้ำตายังไม่จางหาย แม้รู้ว่าต่อให้ร้องจนเป็นสายเลือดอีกฝ่ายก็ไม่หันกลับมามอง แต่ไม่อาจสั่งห้ามน้ำตาได้จริงๆ
จนมารู้สึกสะดุ้งตัวลืมตาเบิกโพลงเมื่อรู้สึกว่าตนเองอยู่ท่ามกลางหมอกสีขาวฟุ้งกระจาย จนไม่เห็นหนทางเบื้องหน้า คิ้วเรียวที่โก่งเหมือนคันศรเลิกสูงกว่าปกติ นึกฉงนขึ้นว่า ตนเองมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้อย่างไร พลันเงี่ยหูฟัง เสียงเศร้าๆ ซึ่งดังแว่วเข้ามา
เท้าเล็กสืบไปตามเสียงนั้น ได้ยินความดังจากการบรรเลงมากเท่าใด หมอกสีขาวก็จางหายมากเท่านั้น จวบจนมาหยุดลงหน้าเตียงไม้ ในห้องแปลกตาซึ่งไม่คุ้นเคย แต่สำหรับร่างหนานอนพริ้มตา มียิ้มบนมุมปากนั้น เจ้าหล่อนแสนจะมักคุ้น เนื่องด้วยเป็นคนที่ใจต้องการ
“คุณธี” เธอครางในลำคอ สีหน้าประหลาดใจมากขึ้น ก่อนชั่วพริบตาจะมีสิ่งที่เรียกอาการผวาสุดตัวแก่ร่างน้อย เมื่อดันเหลือบสายตามองไปเห็นใครบางคนยืนรับลมอยู่ข้างหน้าต่าง
“คะ…คุณฝน” แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง กับคนซึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า
“นิชา นิชา”
“คะ…คุณฝน”
“นิชา…ชา”
เสียงยืดยานนั้นเรียกอาการเย็นยะเยียบมาถึงกระดูกแก่คนได้รับฟัง หญิงสาวในชุดขาว ร่างเลือนรางเหมือนโปร่งแสงหยุดจังหวะของคันชัก หันกลับมาจับจ้องคนเป็นดั่งความหวัง แล้วเอาแต่เรียกชื่อให้อีกฝ่ายสั่นสะท้าน
“คุณธีคะ คุณธี”
“ธีไม่ตื่นหรอกนิชา”
“แต่ถ้าคุณธีได้ตื่นขึ้นมาพบคุณฝน คุณธีต้องดีใจ” แม้แค่เคยเห็นอีกฝ่ายจากรูปภาพ แต่มั่นใจได้ว่า ต้องใช่ หลงลืมไปเสียสนิทว่า อีกฝ่ายดับสูญไปแล้วเกือบสามปี
“อย่าไปเรียกธีเลยนิชา ฉันกับธี เราหมดวาสนากันแล้ว แต่กับเธอยังคงอยู่ มั่นใจในรักเถอะ”
นาฏนิชาส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาซุกซ่อนความรู้สึก
“ไม่ใช่หรอกค่ะคุณฝน นิชากับคุณธีเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกันเท่านั้น อีกไม่นานก็ต้องจากลา”
วิญญาณล่องลอยส่ายหน้าเช่นกัน ก่อนทำให้นาฏนิชาผวา เมื่อเคลื่อนไหวหายวับมาเผชิญหน้าในเวลาเพียง
